สถานที่ท่องเที่ยวป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ

Release Date : 30-11-2015 00:00:00

ศาลพระนเรศ –พระนารายณ์ศาลแห่งนี้คาดว่าสร้างมาพร้อมกับป้อมพระจุลจอมเกล้าในปี ๒๔๒๗ สมัยรัชกาลที่ ๕ ศาลเดิมแรกสร้างเป็นศาลไม้ทรงไทยมี ๔ เสา ขนาดกว้าง ๘๐ ซม. ยาว ๑๐๐ ซม. มี ๔ เสา ยกสูงจากพื้น ๑๐๐ ซม. (บริเวณสระน้ำทิศตะวันออกของศาลปัจจุบัน) องค์พระนเรศ –นารายณ์สร้างด้วยโลหะสัมฤทธิ์สูง ๒ ฟุต เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในเป็นพื้นที่อย่างยิ่งโดยเฉพาะผุ้ประกอบอาชีพการทำนากุ้ง เลี้ยงปลา และเลี้ยงหอย ต่อมา ปี ๒๕๑๔ เกิดไฟไหม้ เนื่องจากธูปที่ประชาชนสักการะดับไม่สนิท ก้านธูปที่จุดบูชาติดไฟ เป็นเหตุให้ไฟลุกลามไหม้ตัวศาลทั้งหลังรวมทั้งองค์พระนเรศ –นารายณ์ ก็ถูกไฟลวกเสียหาย ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ จึงได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ พร้อมทั้งก่อสร้างศาลหลังใหม่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย มุงกระเบื้องใบโพธิ์ การก่อสร้างแล้วเสร็จใน เดือนเมษายน ๒๕๑๕ จึงได้อัญเชิญองค์  พระนเรศ –นารายณ์ เข้าประดิษฐานภายในศาล

     ครั้น ปี ๒๕๑๘ องค์พระนเรศ –นารายณ์ ถูกขโมยโดยหักเอาตัวองค์สัมฤทธิ์ไป เหลือเพียงช่วงกลางพระเพลา หรือแข้ง (เนื่องจากส่วนฐานหล่อติดกับแท่นคอนกรีต จึงไม่สามารถนำไปทั้งองค์) ผู้บังคับป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ จึงได้มีการหล่อองค์พระนเรศ –พระนารายณ์ ขึ้นใหม่มีความสูง ๒ ฟุต (หล่อโดยต่อจากส่วนพระเพลาเดิม) จากร้านเจริญผลช่างหล่อ ทำการหล่อทั้งองค์โดยดูรูปแบบจากภาพถ่ายที่ถ่ายไว้แต่ปี ๒๕๑๕ ได้อัญเชิญประดิษฐาน ณ ศาลจนถึงปัจจุบัน

           เชื่อกันว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก และพระนเรศ –นารายณ์ เป็นผู้รักษา ดังนั้นจึงมีผู้ศรัทธาที่สิ่งของสูญหายนิยมมาอธิษฐานกับพระนเรศ –นารายณ์ เพื่อให้ได้สิ่งของนั้นกลับคืนมา

(พระนเรศ –พระนารายณ์ ถือเป็นเทพทางศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู เป็นเทวดาผู้เป็นใหญ่ฝ่ายปราบปราม มีกายเป็นสีดอกตะแบก มี ๔ กร ถืออาวุธต่าง ๆ กันคือ ตรี คฑา จักร สังข์ ทรงมงกุฎชัย ใช้ครุฑเป็นพาหนะ

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้ากองทัพเรือ โดยพลเรือเอกวิเชษฐ การุณยวนิช ผู้บัญชาการทหารเรือ และการสนับสนุนของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ซึ่งมีศาสตราจารย์ ดร.สุนทร เสถียรไทยเป็นประธานกรรมการอำนวยการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๕ การจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ.๒๕๓๕ นี้บรรจบกับกาลเวลาที่สำคัญยิ่ง ๒ ประการ คือ

                  ๑.  มหามงคลชัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ฯ ใน  พ.ศ.๒๕๓๕

          ๒. ป้อมพระจุลจอมเกล้ามีอายุครบ ๑๐๐ ปี ในวันที่ ๑๐ เมษายน  ๒๕๓๕ อันสมควรที่จะจัดให้มีการเฉลิมฉลองและจารึกเป็นประวัติศาสตร์ให้กับอนุชนรุ่นต่อ ๆ ไปได้เป็นที่สักการะบูชา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์

รูปแบบพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมพลเรือ สวมพระมาลา มีขนาดสูง ๔.๒๐ เมตรหรือสองเท่าของพระองค์จริง หล่อด้วยทองเหลืองปลอกกระสุนปืน (รมดำ) ฝีมือปั้น อาจารย์เสวต เทศน์ธรรม  จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากกรมศิลปากรและคณะกรรมการพิจารณาการสร้างอนุสาวรีย์ ฯ ของทางราชการ ส่วนฐานของพระบรมรูปมีขนาด ๙๓๕ ตารางเมตร ออกแบบโดย อาจารย์เสวต  เทศน์ธรรมและวิศวกรจากกองทัพเรือ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนเน้นถึงความสืบเนื่องของศิลปกรรมและประวัติศาสตร์ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ในเรื่องการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมทั่วไปงบประมาณในการสร้างการดำเนินการทั้งสิ้น ๓๒ ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเต็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ ฯ เมื่อวันที่ ๑๙ ม.ค. ๒๕๓๖ในปี พ.ศ.๒๕๔๑ ได้มีการปรับปรุงห้องโถงภายใต้ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ใหม่ โดยจัดทำเป็นห้อง จัดแสดงนิทรรศการภาพ และวีดีทัศน์ ด้านประวัติศาสตร์ ในเหตุการณ์วิกฤตการ ร.ศ.๑๑๒ รวมทั้งพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีแก่กองทัพไทย และประชาชนชาวไทย สำหรับการเข้าชมห้องนิทรรศการ กำหนดเปิดให้เข้าชม พร้อมจัดวิทยากรบรรยาย กรณีติดต่อ เข้าเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะ

         

         

ป้อมพระจุลจอมเกล้าตั้งอยู่บริเวณปากร่องน้ำเจ้าพระยาในเขตพื้นที่ ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ในอดีตถือได้ว่าเป็นป้อมปราการที่มีความสำคัญในการป้องกันอริราชศัตรูที่รุกล้ำดินแดนจากทางทะเลเข้าสู่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวงนับจนถึงปัจจุบันกว่า ๑๐๐ ปี กองทัพเรือได้บูรณะ และปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และศึกษาทางประวัติศาสตร์ ให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้เข้าเยี่ยมชม ศึกษาหาความรู้

ป้อมที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ที่มีการสร้างมาตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เช่นเดียวกับป้อมอื่นอีกหลาย ๆ แห่ง เพื่อเป็นปราการสำหรับป้องกันอริราชศัตรูที่จะเข้ามาทางทะเลซึ่งมีบางกอกเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้า ฯ ให้ปรับปรุงป้อมแห่งนี้เป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้จัดหาอาวุธที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาติดตั้งประจำไว้ให้ครบถ้วน และในต้นปี พ.ศ.๒๔๒๗ ป้อมที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า ได้รับการบูรณะโดยใช้งบประมาณของแผ่นดินบางส่วน อีกส่วนหนึ่งนั้นมาจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ ชั่ง หรือประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท อีกทั้งทรงจัดหาปืนหลุม หรือปืนเสือหมอบ เข้าประจำการ โดยเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินด้วย เรือพระที่นั่งมหาจักรี เพื่อทอดพระเนตรภูมิฐานป้อม ตลอดจนทรงทดลองยิงปืนหลุมหรือปืนเสือหมอบ (DISAPPEARING GUN) ด้วยพระองค์เอง และทรงพระราชทานนามป้อมแห่งนี้ว่า “ป้อมพระจุลจอมเกล้า

             การยุทธ์ที่ปากน้ำเจ้าพระยา ร.ศ.๑๑๒ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๔๓๖ เวลาเย็นก่อนพลบค่ำ เรือแองคองสตองค์ และเรือโคแมต ได้รุกล้ำ สันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อที่จะเข้ามายังกรุงเทพ ฯ โดยให้เรือสินค้า เย เบย์ เซย์ เป็นเรือนำร่อง และเมื่อเรือรบฝรั่งเศสมาถึง ฝ่ายไทยก็ได้ขึ้นไป บนเรือ เพื่อห้ามปรามไม่ให้เรือรบฝรั่งเศสเดินทางเข้ามา แต่ทางฝ่ายฝรั่งเศสไม่ยอมฟังเสียงการห้ามปรามใดๆ ทั้งสิ้นเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักทำให้อากาศมืดครึ้ม ป้อมพระจุลจอมเกล้า สังเกตเห็นว่า เรือสินค้า เย เบย์ เซย์ นำหมู่เรือรบฝรั่งเศสแล่นผ่านกระโจมไฟเข้ามา ป้อมพระจุลจอมเกล้า ก็เริ่มยิงด้วยนัดดินเปล่าไม่บรรจุกระสุน จำนวน ๒ นัด ตามหลังสากลปฏิบัติเพื่อเป็นสัญญาณเตือนไม่ให้เรือรบฝรั่งเศสแล่นเข้ามา แต่เรือรบฝรั่งเศสยังคงแล่นเข้ามา ป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงทำการยิง ให้กระสุนไปตกที่หน้าเรือนำร่องของฝรั่งเศส เรือรบฝรั่งเศสกลับเดินหน้าต่อมาพร้อมกับชักธงขึ้นสู่ยอดเสาทุกเสา และที่เสากราฟเพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้ประจำสถานีรบ การณ์ยุทธ์ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาจึงเกิด เรือรบฝรั่งเศสจึงระดมยิงมาทางป้อมพระจุลจอมเกล้า เรือสินค้า เย เบย์ เซย์ ที่นำร่อง ถูกปืนที่ป้อมพระจุลจอมเกล้ายิงท้องเรือทะลุเล่นเรือเกยตื้นที่แหลมลำพูราย แต่เรือรบฝรั่งเศสยังคงเดินหน้าต่อมาเรื่อยๆ ปืนที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงหมดมุมยิง เรือปืนมกุฎราชกุมาร, เรือปืนมูรธาวสิตสวัสดิ์, เรือหาญหักศัตรู, เรือนฤเบนทร์บุตรี, และเรือทูลกระหม่อม ที่จอดรออยู่หน้าป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงเข้ารบกับเรือฝรั่งเศส แต่ด้วยกำลัง และแสงยานุภาพที่แตกต่างกัน กับสภาพภูมิอากาศไม่อำนวย ทำให้เรือปืนแองคองสตังค์ และเรือปืนโคแมต จึงสามารถฝ่าแนวป้องกันที่ปากแม่น้ำ และเข้ามาจอดยังอยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสได้ และจากกรณีพิพาทดังกล่าวยืดเยื้อยาวนานกว่า ๑๐ ปี เป็นเหตุให้ไทยต้องเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสประมาณ ๑ ใน ๓ ของดินแดนที่มีอยู่ทั้งหมด

ปืนเสือหมอบ“ปืนเสือหมอบ”เป็นปืนใหญ่ที่สร้างขึ้นระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๒๘-๒๔๒๙ โดยบริษัท เซอร์ ดับเบิ้ลยู.จี.อาร์มสตรอง (Sri W.G.Armstrong & Co.)ตัวปืนใหญ่วางอยู่บนแท่นเหนือรางวงกลม   ซึ่งทำให้สามารถ หมุนปืนใหญ่ไปได้รอบตัว ปากลำกล้องปืนกว้าง ๖”(๑๕๒.๔ มม.) น้ำหนักปืน ๑๑,๓๔๐ ปอนด์ (๕,๑๕๔.๕๔ กก.) เกลียวลำกล้องเป็นเกลียวบิดขวาทวี ลูกปืนเป็นแบบแยกส่วนบรรจุ สามารถปรับแต่งน้ำหนักดินขับ ส่งหัวกระสุนซึ่งทำด้วยเหล็กหนัก ๑๐๐ ปอนด์ (๔๕.๔๕ กก.) ได้ โดยปกติจะใช้น้ำหนักดินขับ ๓๔ ปอนด์ (๑๕.๔๕ กก.) ระยะยิงได้ไกลสุด ๘,๘๐๐ หลา (๘,๐๔๖ เมตร) ควบคุมการติดตั้งโดย นายวิลเลี่ยม  บุณยะกลิน (ภายหลังเป็น นายพลเรือโท พระยาวิจิตรนาวี) ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาวิชาช่างกลจากประเทศอังกฤษ

สำหรับปืนใหญ่ชุดนี้จำนวน ๑๐ กระบอก ได้นำไปติดตั้งไว้ที่ป้อมผีเสื้อสมุทรด้วย จำนวน ๓ กระบอก และใช้ประจำป้อมพระจุลจอมเกล้า จำนวน ๗ กระบอก นับเป็นปืนใหญ่ที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น โดยเป็นปืนใหญ่แบบบรรจุท้าย ซึ่งบรรจุลูกได้เร็วกว่าปืนใหญ่ที่บรรจุลูกทางปากกระบอกที่มีใช้อยู่เดิม จึงเรียกปืนชนิดนี้ในสมัยนั้นว่า “ปืนยิงเร็ว”(Quick Firing Gun)ส่วนในภาษาอังกฤษเรียกปืนชนิดนี้ว่า “Disappearing Carriage”หรือ “Disappearing Gun”ลักษณะพิเศษของปืนใหญ่แบบนี้เป็นปืนแบบหลุม ยกขึ้นลงด้วยระบบไฮโดรนิวเมติก (Hydro-Pneumatics) โดยใช้แรงอัดของอากาศดันน้ำมันไปดันก้านสูบให้ปืนยกตัวขึ้น และลดตัวลงหรือ “หมอบ”เมื่อผ่อนแรงดันน้ำมันลงไปถังพัก นอกจากนี้ ยังมีระบบผ่อนแรงดันน้ำมันโดยใช้แรงดันถอยอย่างเฉียบพลันของปืนที่เกิดจากการจุดระเบิดของดินขับ ซึ่งจะทำให้ปืนหมอบลงทันทีเมื่อยิงเสร็จ พร้อมที่จะบรรจุลูกปืนใหม่ ทำให้ปืนแบบนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งตามลักษณะการทำงานของปืนว่า “ปืนเสือหมอบ” เจ้าหน้าที่ประจำปืนแต่ละกระบอกจะต้องใช้พลประจำปืนรวมทั้งสิ้น ๑๐ นาย เป็นเจ้าหน้าที่ประจำปืน ๗ นาย ทำหน้าที่บรรจุหัวลูกปืน, ดินขับ, ดินเริ่ม, ไพรเมอร์, ปิดลูกเลื่อน, ปรับยกปืนขึ้น, ปรับแต่งองศายิงของปืน และกระตุกยิง ส่วนอีก ๓ นาย ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่คลัง

  

พิพิธภัณฑ์ เรือหลวงแม่กลอง“เรือครูของกองทัพเรือไทย”

ประวัติความเป็นมาของ เรือหลวงแม่กลองเป็นเรือรบที่ประจำการ นานที่สุดในกองทัพเรือ และเป็นเรือพี่น้องคู่กับ เรือหลวงท่าจีน โดยมีประวัติการ ใช้ราชการยาวนานเป็นเวลาถึง ๖๐ ปี ถือเป็นเรือรบที่เก่าที่สุดของกองทัพเรือ  และมีความเก่าแก่เป็น อันดับ ๒ ของโลก (อันดับ ๑ คือ เรือกัวจานาโต ของประเทศ แมกซิโก)  เรือหลวงแม่กลอง ต่อที่อู่สร้างเรืออูรางา เมืองโยโกสุกะประเทศญี่ปุ่น ตามพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.๒๔๗๘ ตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ ๘ ประจำการตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๔๘๐ ได้รับพระราชทานชื่อเรือตามชื่อแม่น้ำ ”แม่กลอง” ซึ่งเป็นแม่น้ำสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม(ตามระเบียบว่าการตั้งชื่อเรือ โดยตั้งชื่อตามแม่น้ำสายสำคัญ) ปลดระวางประจำการเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙

     

เรือหลวงแม่กลอง เป็นเรือประเภทเรือสลุป มีสภาพที่จะเป็นทั้ง “เรือรบ”และ “เรือฝึก”โดยใช้ในการฝึกนักรียนนายเรือ นักเรียนจ่าทหารเรือ จึงเป็นเรือครูของทหารเรือ อีกทั้ง ในห้วงสงครามกรณีพิพาทอินโดจีน พ.ศ.๒๔๘๓ เรือหลวงแม่กลองได้รับปฏิบัติภารกิจในการลาดตระเวนตรวจการณ์อ่าวไทยจนถึงท่าเรือเรียม ของกัมพูชา อีกทั้งได้รับภารกิจสำคัญอาทิ  เรือพระที่นั่งรัชกาลที่ ๘ และรัชกาลที่ ๙ ประทับเสด็จนิวัติจากต่างประเทศ เป็นต้น

     ข้อมูลจำเพาะ ร.ล.แม่กลอง

          ประเภท                             เรือสลุป

          ระวางขับน้ำปกติ                   ๑,๔๐๐ ตัน

          ความยาวตลอดลำ                  ๘๕      เมตร

          ความกว้างสุด                       ๑๐.๕   เมตร

          กินน้ำลึก                             ๓.๗     เมตร

          เครื่องจักรใหญ่   ชนิดเครื่องจักรไอน้ำแบบข้อเสือข้อต่อ ร่วมกับเครื่องกังหันไอน้ำ จำนวน ๒ เครื่อง มีกำลัง ๒,๕๐๐ แรงม้า ใบจักรคู่

          ความเร็วสูงสุด                      ๑๗ น๊อต สามรถปฏิบัติการได้ไกล ๕,๗๐๐ ไมล์ ความเร็วมัธยัสถ์ ๘ น๊อต สามารถปฏิบัติการได้ไกล ๑๖,๐๐๐ ไมล์ (น๊อต คือ ความเร็วที่มีระยะทางเป็น ไมล์ทะเล ต่อ ชั่วโมง (๑ ไมล์ทะเล เท่ากับ ๒,๐๐๐ หลา หรือ ๑.๘ กม.)

     ระบบอาวุธ

          ปืนใหญ่                              ๑๒๐/๔๕ มม. ๔ กระบอก

          ปืนกลต่อสู้อากาศยาน              ๒๐ มม. แมดเสน แท่นคู่ (๒ กระบอก) ๑ แท่น

          ตอร์ปิโด                              ๔๕ ซม.ท่อคู่ ๒ แท่น

          ท่อยิงลูกระเบิดลึก                   แบบ ๘๐ ๒ ท่อ

          ทุ่นระเบิด                            แบบ ๗๐/๘๐ ๖ ลูก

          รางทิ้งทุนระเบิด                     แบบ ๗๐/๘๐ ๒ ราง

          พาราเวนสำหรับกวาดทุ่นระเบิด แบบS TYPE C ๒ ชุด

กำลังพลทางเรือ

          นายทหาร                            ๑๓ นาย

          พันจ่า                                ๙ นาย

          จ่า                                    ๘๕ นาย

          พลทหาร                             ๖๖ นาย

          รวม                                 ๑๗๓ นาย

กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เรือรบไทยขึ้นน้อมเกล้า ฯ ถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคล ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี 

อุทยานประวัติศาสตร์ทหารเรือกองทัพเรือ ได้ดำเนินการจัดหาอาวุธประเภท ต่างๆซึ่งเดิมเก็บรักษาไว้โดยมิได้นำมาจัดแสดง นำมาตกแต่ง ซ่อมทำ  และนำมาจัดแสดงตามยุคสมัยในรูปแบบพิพิธภัณฑ์อาวุธกลางแจ้ง เพื่อให้อนุชนรุ่นหลัง ได้ ศึกษาวัฒนาการทางด้านอาวุธของ กองทัพเรือในการป้องกันประเทศ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงบทบาทในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทะเลในปัจจุบัน รูปแบบของอุทยานประวัติศาสตร์ทหารเรือ ประกอบด้วย

๑. อาคารนิทรรศการ

๒. ศาลาแสดงเหตุการณ์ที่สำคัญต่างๆของทหารเรือ จำนวน ๙ หลัง

๓.การจัดวางและตั้งแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งส่วนประกอบต่างๆกลางแจ้ง ซึ่งมีความสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กองทัพเรือแบ่งออกเป็น ๕ กลุ่ม ดังนี้

     กลุ่มที่ ๑ เป็นกลุ่มของปืนหลุม หรือปืนเสือหมอบจำนวน ๗ กระบอก กับข้อมูลของปืนและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต่อพระอัจฉริยะภาพและสายพระเนตรที่กว้างไกลของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ได้ทรงเตรียมการป้องกันเอกราชของประเทศจากการรุกรานของต่างชาติ ในยุคของ   การล่าอาณานิคม

กลุ่มที่ ๒เป็นกลุ่มปืนและอาวุธสมัยรัชกาลที่ ๕ และสมัยรัชกาลที่ ๖ โดยเน้นกลุ่มอาวุธของเรือหลวงพระร่วง และการจัดหาเรือหลวงพระร่วง ของรัชกาลที่ ๖ รวมทั้งยุทโธปกรณ์อื่นๆ ในสองรัชสมัย

กลุ่มที่ ๓เป็นกลุ่มปืนและอาวุธ ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ยุทธนาวีที่เกาะช้าง และในช่วงของสงครามโลกครั้งที่ ๒ การแสดงข้อมูลของอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

กลุ่มที่ ๔เป็นกลุ่มปืนและอาวุธที่ กองทัพเรือ มีไว้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถึงปัจจุบันรวมถึงการจัดวางอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ ในยุทธการต่างๆ

กลุ่มที่ ๕เป็นการจัดวางสิ่งก่อสร้างและส่วนประกอบต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงบทบาทของกองทัพเรือ ยามสงบในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล


สะพานชมภูมิประเทศเฉลิมพระเกียรติ  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นปีมหามงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา ซึ่งมูลนิธิ ฯได้พิจารณาเห็นว่า นับเป็นโอกาสที่ชาวไทยทุกหมู่เหล่าสมควรแสดงความจงรักภักดี และในโอกาส อันสำคัญนี้ ใน๖ ธันวาคม ๒๕๔๙ ประธานกรรมการมูลนิธิพระบรมราชานุสาวรีย์ ฯ จึงมีหนังสือถึงกองทัพเรือเพื่อขอมอบโครงการก่อสร้างสะพานชมภูมิประเทศ ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติของกองทัพเรือ ซึ่งต่อมา กองทัพเรือได้ เห็นชอบโครงการก่อสร้างสะพานชมภูมิประเทศป้อมพระจุลจอมเกล้า เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ โดยเป็น ๑ ใน ๙ โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ของกองทัพเรือ  

กรมช่างโยธาทหารเรือได้ออกแบบเป็นโครงสร้างสะพาน ค.ส.ล.ความยาวประมาณ ๑๑๐ เมตร กว้าง ๒.๕ เมตร ด้านหน้าสะพานก่อสร้างเป็นลาน ค.ส.ล.รูปครึ่งวงกลม พื้นที่ ๑๕๐ ตารางเมตร ฐานรากชนิดมีเสาเข็ม พื้นและเสาเป็น ค.ส.ล. ราวลูกกรงจับทำด้วยไม้เนื้อแข็งบนสะพานสร้างม้านั่ง ค.ส.ล.ความยาว ๖ เมตร เป็นระยะ ๆ จำนวน ๔ ชุด  ปลายสะพาน ก่อสร้างศาลาพัก ขนาด ๖.๐๐ x ๖.๐๐ เมตร พื้นและเสา          ค.ส.ล.ราวลูกกรงจับทำด้วยไม้เนื้อแข็ง พร้อมบันไดทาง ขึ้น –ลงเรือ และมีโซ่กันตก หลังคา โครงสร้างไม้เนื้อแข็ง มุงด้วยกระเบื้องลอนคู่ พร้อมระบบไฟฟ้าแสงสว่าง

สัญลักษณ์แห่งสถานที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ประชาชน เฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระองค์ทรงมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ กรมการปกครองได้จัดทำโครงการสร้างสัญลักษณ์แห่งสถานที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ประชาชน เฉลิมพระเกียรติ ขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชสักการะ รวมทั้ง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสร้างความภาคภูมิใจ ความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทยในทั่วทุกภาคของประเทศ

       จังหวัดสมุทรปราการ ได้พิจารณาร่วมกับคณะกรรมการโครงการสร้างสัญลักษณ์ ฯ มีความเห็นร่วมกันว่าควรดำเนินการสร้างสัญลักษณ์แห่งสถานที่เสด็จพระราชดำเนินฯ เพื่อให้ชาวจังหวัดสมุทรปราการได้มีสัญลักษณ์ ในการเสด็จพระราชดำเนินขึ้น ณ บริเวณพื้นที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า สืบเนื่องจากในอดีต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เคยเสด็จฯ มาที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าแห่งนี้ ๒ ครั้ง เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจตลอดจนระลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของบรรพบุรุษอันได้มาซึ่งเอกราชและเสรีภาพของชาติไทยซึ่งกองทัพเรือได้อนุมัติให้จังหวัดสมุทรปราการใช้พื้นที่ในการก่อสร้างองค์ประกอบของสัญลักษณ์แห่งสถานที่เด็จพระราชดำเนินฯประกอบด้วยบุษบกสำหรับภาคกลาง พร้อมศาลาทรงไทยประดับด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จฯมาที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าครั้งแรกเพื่อให้การต้อนรับพระเจ้า FREDERIK 9แห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก เมื่อ ๑๔ มกราคม ๒๕๐๕ในโอกาสเยี่ยมชมป้อมพระจุลจอมเกล้า และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคราวเสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นการเสด็จฯ ครั้งที่ ๒ ในวันอังคารที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๓๖

แหล่งศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน

นอกจากนี้ ในพื้นที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ยังเป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งมีพื้นที่ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ กองทัพเรือโดยการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน อาทิ การไฟฟ้านครหลวง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ได้จัดสร้างโรงเรียน และสะพานศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน ในพื้นที่กว่า ๑๐๐ ไร่ เพื่อเป็นสถานที่ศึกษา และเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ และระบบนิเวศน์ของป่าชายเลนประกอบไปด้วย  

              ๑. โรงเรียนศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน 

เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ทั้งทางวิชาการและสถานที่จริงในเรื่องชีวิตสัตว์และพืชที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนพื้นที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีป่าชายเลยที่อุดมสมบูรณ์ แห่งหนึ่งที่มีพื้นที่ปลูกป่าชายเลนแล้วประมาณ  ๗๐ ไร่เศษ ประกอบด้วย โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ โพทะเล ลำพู ลำแพน เหงือกปลาหมอ จาก ปูก้ามดาบ กุ้งดีดขัน ปลาตีน เป็นต้น สะพานดังกล่าว  มีทั้งในส่วนที่ ทร.จัดสร้างขึ้นเองและ การจัดสร้างจากการไฟฟ้านครหลวง และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ เป็นสะพานไม้เดินเท้าความยาว ๔๗๐ เมตร ศาลา ๘ หลัง ตามเส้นทางมีการจัดแสดงป้ายบอกลักษณะพันธุ์ไม้ และสัตว์ในพื้นที่ป่าชายเลน พันธุ์ไม้ที่พบ เช่น โกงกาง  แสม  โพทะเล  ลำพู  ลำแพน เป็นต้น สัตว์น้ำต่างๆ เช่น ปลาตีน  ปูก้ามดาบ  ปูเปี้ยว  ปูแสม  กุ้งดีดขัน

              ๒. สะพานศึกษาเส้นทางธรรมชาติป่าชายเลน(สวนนก)

เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ทั้งทางวิชาการและสถานที่จริงในเรื่องชีวิตสัตว์ และพืช ป่าชายเลน ในพื้นที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า อีกแห่งหนึ่งที่มีพื้นที่ปลูกป่าชายเลนแล้วประมาณ ๔๐ ไร่เศษ สะพานดังกล่าวนี้ ทร.จัดสร้างร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง เป็นสะพานไม้เดินเท้าเป็นรูปตัว “H”มีความยาว ๓๕๐ เมตร ศาลา ๔ หลัง ตามเส้นทางมีการจัดแสดงป้ายบอกลักษณะพันธุ์ไม้ และสัตว์ในพื้นที่ป่าชายเลน

       พรรณไม้ในป่าชายเลน ที่พบในพื้นที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า

ตีนเป็ดทะเล ( Cerbera odollam)        ตาตุ่มทะเล ( Exocoecaria agallocha )

จาก ( Nypa frutican )                     โพทะเล(Thespesia populnea Soland. Ex Correa)

ปอทะเล (Hibiscus Tiliaceus)             สกุลไม้ตีนเป็ด

ฝาดดอกแดง (Lumnitzera littorea)       ฝาดดอกขาว (Lumnitzera racemora )

เหงือกปลาหมอดอกม่วงหรือนางเกรง ( Acanthus illicifotius) ตะบูนขาว ( Xylocarpus granatum )

แสมทะเล ( Avicennia marina )           แสมขาว ( Avicennia alba) แสมดำ  

สำมะง่า ( Clerodendrum inerme)      ลำพูทะเล ( Sonneratia alba)

ลำแพน ( Sonneratia ovata )             โปรงแดง ( Ceriops tagal)

โปรงขาว ( Ceriops decanda )            โกงกางใบใหญ่ ( Rhizophora mucronata )

โกงกางใบเล็ก(Rhizophora apiculata )   พังกาหัวสุมดอกขาว ( Bruguiera sexangula )

พังกาหัวสุมดอกแดง ( Bruguiera gymnorrhiza)


ตัวอย่างพันธุ์สัตว์ต่างๆ ที่พบเห็นในพื้นที่ป่าชายเลนป้อมพระจุลจอมเกล้า ปู และปลา พันธุ์ต่างๆ 

นกกินปลีอกเหลือง                  นกเด้าดิน        

ลิงแสม                               เหยี่ยวแดง

นกตะขาบทุ่ง                       นกกะปูด

นกยางเปีย                           นกแขวก

นกกวัก                              นกยางกรอกพันธุ์ชวา

นกยางกรอกพันธุ์จีน                นกกาน้ำเล็ก

นกกระเต็นน้อยธรรมดา            นกกระเต็นอกขาว

นกกินเปรี้ยว                         นกขมิ้นน้อยธรรมดา

ปลาหมอเทศ                         ปลากะพงขาว 

ปลาตีน กุ้งดีดขัน หรือกุ้งเต๊าะ      ปลากระบอก ปูเปี้ยว

ปูแสม /ปูเค็ม                        ปูก้ามดาบ /ปูเปี้ยวก้ามดาบ