ป้อมพระจุลจอมเกล้า (คลิกที่ภาพ)

Release Date : 23-07-2015 00:00:00
ป้อมพระจุลจอมเกล้า (คลิกที่ภาพ)

 
 

  ป้อมพระจุลจอมเกล้าถือเป็นป้อมปราการที่มีความทันสมัยมากที่สุดของประเทศสยามในห้วงเวลานั้นด้วยมีการออกแบบให้เป็นป้อมปืนใหญ่แบบเดียวกับของชาติตะวันตกที่มีความก้าวหน้าทางการทหารมีการติดตั้งอาวุธปืนใหญ่ที่ทรงอาณุภาพป้อมพระจุลจอมเกล้าได้ยิงต่อสู้กับเรือรบฝรั่งเศสในวิกฤติการณ์ร.ศ.๑๑๒ ในช่วงต้นรัชสมัยของรัชกาลที่๕ชาติตะวันตกได้แผ่อำนาจเข้ามาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์.ด้วยท่าทีที่แข็งกกล้ามากกว่าที่เคยมีมาจากการจัดเรือสินค้าเข้ามาค้าขายมีทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีมีีนักบวชเข้ามาเผยแพร่ศาสนาเปลี่ยนไปเป็นใช้เรือปืนทันสมัยเข้ามาข่มขู่บังคับใช้ท่าเรือหัวเมืองชายทะเล แหล่งทรัพยากร จนกระทั่งใน พ.ศ.๒๔๒๖ มหาอำนาจอังกฤษ และฝรั่งเศส เริ่มยึดเอาประเทศต่างๆ เป็นอาณานิคม ทั้งเวียตนาม พม่า เขมร ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และพระอัจฉริยภาพ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงเล็งเห็นภัยที่คืบคลานใกล้เข้ามา หากไม่มีการเตรียมการที่ดีเสียแต่ในเวลานั้นประเทศสยามจะไม่มีความพร้อมที่จะปกป้องเอกราชไว้ได้และจะต้องตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกดังเช่นประเทศอื่น จึงทรงมีพระราชดำริ ให้ปรับปรุงบรรดาป้อมปราการต่างๆ ที่มีอยู่จำนวนมากตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีความทันสมัย ป้อมเหล่านี้ได้แก่ ป้อมผีเสื้อสมุทร ป้อมเสือซ่อนเล็บ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ทรงเห็นว่าป้อมที่มีอยู่เดิมมีที่ตั้งอยู่ลึกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นป้อมที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก การปรับปรุงให้สามารถติดตั้งอาวุธสมัยใหม่ และมีความแข็งแรงทนทานพอที่จะต้านทานอาวุธของผู้รุกรานได้นั้นทำได้อย่างจำกัดในปีพ.ศ.๒๔๒๗ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมขึ้นอีกหนึ่งแห่งที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า ด้วยทรงเห็นว่ามีตำบลที่อยู่ตรงปากแม่น้ำ และมีอาณาบริเวณกว้างขวาง เหมาะสมที่จะเป็นชัยภูมิสำหรับสร้างป้อมปืนสมัยใหม่

     การก่อสร้างและพัฒนาได้ดำเนินการไปเป็นลำดับโดยใช้เงินจากพระคลังซึ่งก็คืองบประมาณแผ่นดินนั่นเอง ปืนประจำป้อมเป็นปืนใหญ่ที่ทันสมัยอย่างมาก สั่งซื้อมาจากอังกฤษและติดตั้งไว้ ๗กระบอก เป็นปืนที่ติดตั้งอยู่ในหลุมปืนที่ลึกลงไปจากพื้นผิวดินปกติ เวลายิงจะมีกลไกควบคุมให้ปืนยืดสูงขึ้นพ้นหลุมและหันไปยังเป้าหมาย เมื่อยิงแล้วปืนก็จะยุบกลับลงไปในหลุมเพื่อบรรจุกระสุนนัดใหม่แล้วยืดขึ้นมายิงเป้าหมายต่อไปได้อีก ซึ่งเป็นระบบที่ให้ความปลอดภัยแก่พลประจำปืนจากการยิงต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างมาก ด้วยกลไกที่มีการยืดตัวขึ้น และยุบลงหลังการยิง ปืนดังกล่าวจึงได้รับการขนานนามว่า “ปืนเสือหมอบ”


    จนเมื่อ ๑๐ เม.ย.๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒) ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่๕ ได้เสด็จฯ ไปตรวจความพร้อมของป้อมที่สร้างขึ้น ด้วยทรงเห็นว่าการรุกรานของกองทัพฝรั่งเศสในเวียดนาม และลาว มีความตรึงเครียดมากขึ้นจนน่าจะส่งผลกระทบถึงสยามในไม่ช้า การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้นได้เสด็จโดยเรือพระที่นั่งมหาจักรีไปจนถึงบริเวณป้อมซึ่งยังไม่มีการตั้งชื่อพระองค์ท่านพระราชดำเนินตรวจดูความพร้อมของสถานที่และอาวุธอย่างละเอียด ได้ทอดพระเนตรการยิงปืนเสือหมอบ ถึงแม้การก่อสร้างจะดำเนินไปจนถึงขั้นที่ปืนสามารถใช้ยิงได้แล้วก็ตามพระองค์ท่านยังทรงเห็นว่ามีเรื่องที่จะต้องดำเนินการอีกมากกว่าป้อมที่สร้างใหม่นี้จะมีอาณุภาพทัดเทียมกับผู้ที่จะมารุกราน การเสริมสร้างความพร้อมโดยอาศัยงบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวคงจะไม่ทันกาล ในวันเดียวกันนั้นเองเมื่อเสด็จกลับมาบนเรือพระที่นั่งมหาจักรี
ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงบรรดาเสนาบดีเพื่อแจ้งพระราชประสงค์ ในการมอบพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์หนึ่งหมื่นชั่งสำหรับการสร้างป้อมส่วนที่ยังค้างอยู่ และจัดหาอาวุธส่วนที่ยังไม่ครบมาติดตั้งให้สมบูรณ์โดยเร็ว

   ในยุคสมัยนั้นป้อมปราการต่างๆที่สร้างขึ้นในยุโรป จะมีการตั้งชื่อตามประมุขของประเทศในห้วงเวลาที่มีการก่อสร้างด้วยเหตุที่ป้อมที่สร้างขึ้นใหม่ที่ตำบลแหลมฟ้าผ่านี้สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยพระราชดำริของพระองค์ท่าน และที่สำคัญกว่านั้นคือพระองค์ท่านพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับการสร้างด้วย เสนาบดีจึงพร้อมใจกันขอพระราชทานชื่อป้อมแห่งนี้ว่า “ป้อมพระจุลจอมเกล้า”

    และแล้วเพียง ๓ เดือน หลังจากการเสด็จฯ และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์มาดำเนินการส่วนที่ค้างอยู่ในครั้งนั้น 
ใน ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ กองเรือของฝรั่งเศสก็ได้รุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำ เจ้าพระยา ป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้เป็นกำลังส่วนแรกของสยามยิงต่อสู้กับเรือรบฝรั่งเศส โดยมีพระยาชลยุทธโยธิน เป็นผู้บัญชาการรบ หลังจากนั้นป้อมอื่นๆ และเรือรบของสยามก็ได้ร่วมต่อสู้อย่างเต็มความสามารถ เหตุการณ์สู้รบครั้งนั้นได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ และเป็นที่รู้จักกันว่า วิกฤติการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ 
กาลเวลาผ่านเลยไป ยุทธวิธี และอาวุธ เปลี่ยนแปรไป ความสำคัญของป้อมปืนตามแนวฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็ลดถอยลงไป ป้อมหลายแห่งทรุดโทรมจนต้องเลิกใช้ สถานที่ถูกแปรสภาพไปใช้งานด้านอื่นแทน ป้อมพระจุลจอมเกล้าก็เช่นเดียวกัน แปรสภาพเป็นที่ตั้งหน่วยที่ไม่เกี่ยวกับการป้องกันแม่น้ำ สมัยหนึ่งเป็นศูนย์สื่อสารที่สำคัญของกองทัพเรือ เป็นที่ตั้งของเสาอากาศวิทยุขนาดใหญ่จำนวนหลายต้น 
ปัจจุบัน ป้อมพระจุลจอมเกล้ายังคงเป็นหน่วยงานหนึ่งของกองทัพเรือขึ้นตรงกับฐานทัพเรือกรุงเทพ ในพื้นที่ของป้อมพระจุลจอมเกล้ายังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานในกองทัพเรืออีกหลายหน่วย อาทิ กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ และโรงเรียนสื่อสารทหารเรือ เป็นต้น

   จากความสำคัญของป้อมพระจุลจอมเกล้าที่ได้มีส่วนต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ และประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จึงได้มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ ประดิษฐานไว้ในป้อมพระจุลจอมเกล้า  เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ให้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

   นอกจากใช้เป็นที่ตั้งหน่วยแล้วกองทัพเรือยังได้จัดให้ป้อมพระจุลจอมเกล้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในด้านประวัติศาสตร์นั้น ยังคงมีป้อมปืนเสือหมอบ คลังอาวุธ ตั้งแต่ยุคเริ่มสร้างให้ผู้สนใจได้เข้าชม มีห้องนิทรรศการที่แสดงข้อมูล

รายละเอียดเกี่ยวกับการสู้รบเมื่อ ร.ศ.๑๑๒ ให้ศึกษาเพิ่มเติมนอกจากนี้กองทัพเรือยังได้นำเรือหลวงแม่กลอง อาวุธทางเรือในยุคสมัยต่างๆ มารวบรวมไว้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ในลักษณะพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเพื่อให้ลูกหลานไทยได้ศึกษา ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป้อมพระจุลจอมเกล้าเป็นพื้นที่อุดมด้วยทรัพยากรชายฝั่ง เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ป่าชายเลน มีนกและพรรณไม้ประเภทที่หาดูได้ยากอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก กองทัพเรือได้เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการปลูกป่าชายเลนให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและทำกิจกรรมค่ายพักแรมเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติที่สวยงามประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษารวมถึงความร่มรื่นของอาณาบริเวณทำให้ป้อมพระจุลจอมเกล้า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสมุทรปราการที่ชาวไทยทุกเพศ 
ทุกวัย ไม่ควรพลาด